บทที่ 11 — การปรุงและเตรียมยาสมุนไพร
บทนำและพื้นฐานเภสัชกรรมสมุนไพร
บทนำ: ศิลปะการปรุงยาสมุนไพร Formulation & Preparation
ลักษณะเฉพาะของศิลปะ phytotherapy คือผู้ปฏิบัติต้องรู้วิธีเลือก dosage form และ preparation technique ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการบำบัด ตลอดหลายศตวรรษ ผู้ปฏิบัติงานด้านสมุนไพรได้พัฒนาวิธีการเตรียมยาที่ปลดปล่อยคุณสมบัติการรักษาของพืชต่างๆ โดยไม่ทำลายความสมบูรณ์ของสมุนไพรด้วยการแยกเฉพาะส่วน
Phytopharmacy ในศตวรรษที่ 21 เป็นการผสมผสานระหว่างทักษะดั้งเดิมที่นักสมุนไพรทุกคนควรรู้ กับเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบัน เช่น วิธีการสกัดและการปรุงยาขั้นสูง หากมองว่ายาสมุนไพรเป็น "ยาของประชาชน" วิธีพื้นบ้านในการเตรียมยาก็ยังคงมีความสำคัญ — เรียบง่าย มีประสิทธิภาพ และเสริมพลังให้ผู้ใช้
Pharmacopoeias คือคู่มือมาตรฐานสำหรับการเตรียมยาที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับ ในประเทศส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ในสหรัฐอเมริกา USP เป็นองค์กรนอกภาครัฐ แหล่งอ้างอิงหลักที่ใช้ในบทนี้ ได้แก่:
- BHP — British Herbal Pharmacopoeia
- BP — British Pharmacopoeia
- BPC — British Pharmaceutical Codex
- NF — National Formulary
- USD — Dispensatory of the United States
- USP — United States Pharmacopoeia
ชื่อยาภาษาลาตินเภสัชกรรม: ใช้ชื่อจากชื่อพฤกษศาสตร์ภาษาลาติน โดยระบุส่วนของพืชตามด้วยชื่อสกุล เช่น ใบแดนดิไลออนเรียกว่า "Taraxacum Folium"
การทำความเข้าใจทางเลือก Understanding the Options
นอกจากการเลือกสมุนไพรที่เหมาะสมแล้ว ผู้ปฏิบัติต้องพิจารณาประเด็นสำคัญ 3 ประการ:
1. Route of administration — ต้องกำหนดว่าเส้นทางใดจะส่งสารสำคัญได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทาง oral, rectal, topical หรือเส้นทางอื่น
2. Dosage form — แต่ละรูปแบบมีข้อดีข้อเสีย เช่น ยาเม็ดมี bioavailability เท่ากับยาน้ำหรือไม่? ยาเหน็บจะส่งยาถึงจุดออกฤทธิ์ได้ดีกว่ายารับประทานหรือไม่?
3. Extraction method — ขึ้นกับเคมีของสารสำคัญ เช่น Serenoa repens (saw palmetto) มีสารออกฤทธิ์เป็น lipids และ triterpene saponins ซึ่งละลายน้ำได้น้อยแต่ละลายในแอลกอฮอล์และน้ำมันได้ดี จึงไม่ควรชงเป็นชา แต่ควรใช้สารสกัดแอลกอฮอล์แทน
พื้นฐานเภสัชกรรมสมุนไพร Basics of Phytopharmacy
การบดย่อย Comminution
ก่อนนำไปใช้ สมุนไพรต้องถูกตัดให้มีขนาดที่ใช้ได้ เรียกว่า comminution เครื่องมือดั้งเดิมคือ mortar and pestle ปัจจุบันมีอุปกรณ์หลากหลาย เช่น เครื่องสับ เครื่องบด และโม่ต่างๆ สำหรับนักสมุนไพรที่บ้าน เครื่องบดกาแฟเป็นทางเลือกที่สะดวก ในระดับอุตสาหกรรม ใช้โม่จานโลหะหรือโม่ค้อน ผงที่ได้จะถูกร่อนผ่านตะแกรงที่มีขนาดเฉพาะ เช่น ผง No. 20 ผ่านตะแกรงที่มี 20 เส้นขนานต่อนิ้ว (400 รูต่อตารางนิ้ว)
การสกัด Extraction
Extraction คือกระบวนการแยกสารที่ละลายได้ออกจากเส้นใยที่เฉื่อย ขั้นแรกต้องเลือก solvent ที่แทรกซึมเข้าเนื้อเยื่อพืชและละลายสารสำคัญได้ ของเหลวนี้เรียกว่า menstruum ส่วนกากที่เหลือหลังสกัดเรียกว่า marc น้ำและแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายหลัก BP แนะนำแอลกอฮอล์ 4 ระดับ: 45%, 60%, 70% และ 90% ต้องมีแอลกอฮอล์ขั้นต่ำ 20-25% เพื่อรับประกันความปลอดเชื้อ
เภสัชตำรับอย่างเป็นทางการระบุ 5 เทคนิคการสกัด ที่สามารถใช้เดี่ยวหรือรวมกัน:
- Maceration — การแช่สมุนไพรในตัวทำละลาย (มักเป็นแอลกอฮอล์) ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 7-14 วัน เขย่าทุกวันเพื่อกระจายชั้นตัวทำละลายอิ่มตัว หลังแช่แล้วกรองและบีบกาก ผสมของเหลวทั้งสองส่วนแล้วกรอง
- Digestion — รูปแบบหนึ่งของ maceration ที่ใช้ความร้อนอ่อนๆ เพื่อเพิ่มพลังการละลายของตัวทำละลาย ต่างจาก decoction ตรงที่ใช้แอลกอฮอล์เป็นฐาน ไม่ใช่น้ำ
- Percolation — กระบวนการที่ตัวทำละลายไหลผ่านผงสมุนไพรในภาชนะเรียกว่า percolator ดึงสารที่ละลายได้ออกมาขณะไหลลง ดำเนินต่อจนสมุนไพร "หมดสาร"
- Infusion — การเตรียมด้วยน้ำโดยแช่ใบ ดอก และส่วนที่ไม่เป็นเนื้อไม้ในน้ำร้อนหรือเย็น เหมาะสำหรับสมุนไพรที่มีสารละลายน้ำได้
- Decoction — การเตรียมด้วยน้ำโดยต้มสมุนไพรเบาๆ ในน้ำเดือด เหมาะสำหรับส่วนที่แข็ง เช่น ราก เปลือก และเมล็ด
เภสัชตำรับอย่างเป็นทางการกำหนดวิธีการและตัวอย่างสำหรับทุกเทคนิคสกัด มีหลักทั่วไปสำหรับน้ำ:
- Infusions — เหมาะสำหรับวัสดุไม่เป็นเนื้อไม้ เช่น ใบ ดอก และลำต้นอ่อน โดยเฉพาะสมุนไพรที่มี volatile oils สูง
- Decoctions — จำเป็นสำหรับวัสดุแข็งหรือเป็นเนื้อไม้ เช่น ราก เปลือก หรือถั่ว
ข้อยกเว้นสำคัญ: รากที่มี volatile oils สูง เช่น รากวาเลอเรียน — แม้จะเป็นเนื้อไม้ แต่ไม่ควรต้ม เพราะน้ำมันหอมระเหยจะระเหยหมด ควรบดเป็นผงละเอียดแล้วชงเป็น infusion แทน