ผึ้งดุ / นางพญาผึ้ง
เรื่องผึ้งที่ดุ — On the Mean Bees
Some colonies are gentle, others aggressive. Temperament depends on genetics, queen quality, weather conditions, nectar availability, and the beekeeper's behavior. A queenless colony or one with a failing queen is almost always more aggressive. Smoke and calm movements help, but choosing gentle stock is the best long-term strategy.
ผู้เลี้ยงผึ้งทุกคนเคยพบเจอ: บางฝูงเปิดรังตรวจได้อย่างสบาย ผึ้งไม่สนใจอะไรเลย ในขณะที่อีกฝูงหนึ่งแค่เปิดฝารังก็ถูกโจมตีทันที ความแตกต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักคือพันธุกรรม (genetics) ซึ่งถ่ายทอดมาจากนางพญาและผึ้งตัวผู้ที่ผสมพันธุ์กับเธอ ฝูงที่มีนางพญาจากสายพันธุ์อ่อนโยน (gentle) มักจะเลี้ยงง่ายและสร้างความสุขในการทำงานร่วมกับผึ้ง
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ผึ้งดุขึ้นชั่วคราวได้ เช่น สภาพอากาศ (weather) ที่ร้อนอบอ้าวหรือฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ผึ้งไม่ได้ออกหาอาหาร ช่วงที่ขาดน้ำหวาน (nectar dearth) ก็ทำให้ผึ้งหงุดหงิดมากขึ้น นอกจากนี้ ฝูงที่ไม่มีนางพญา (queenless) หรือมีนางพญาที่กำลังจะหมดอายุมักจะก้าวร้าวผิดปกติ เพราะผึ้งรู้สึกไม่มั่นคง
วิธีจัดการกับผึ้งที่ดุ ผู้เขียนแนะนำ: ใช้ควัน (smoke) อย่างพอดี เคลื่อนไหวช้าๆ ไม่กระแทกรัง อย่าสวมเสื้อผ้าสีดำหรือขนสัตว์ เลือกตรวจรังในวันที่อากาศดีและน้ำหวานกำลังไหล แต่สิ่งสำคัญที่สุดในระยะยาวคือ เลือกเลี้ยงเฉพาะฝูงที่อ่อนโยน และเปลี่ยนนางพญาของฝูงที่ดุเกินไป
นางพญาผึ้ง — The Queen
The queen is the heart of the colony. She can lay up to 2,000-3,500 eggs per day at peak season and lives 3-5 years. Her pheromones hold the colony together. A good queen means a productive, calm, healthy colony. A failing queen leads to decline, aggression, and eventual colony death.
นางพญาผึ้ง (queen bee) เป็นหัวใจของทุกฝูง เธอเป็นตัวเดียวในฝูงที่สามารถวางไข่ที่ได้รับการผสมพันธุ์ ซึ่งจะเติบโตเป็นผึ้งงานหรือนางพญาตัวใหม่ ในช่วงพีคของฤดูกาล นางพญาสามารถวางไข่ได้ถึง 2,000-3,500 ฟองต่อวัน (egg laying) ซึ่งมากกว่าน้ำหนักตัวของเธอเอง นอกจากการวางไข่แล้ว นางพญายังผลิตฟีโรโมน (pheromone) ที่ยึดเหนี่ยวฝูงเข้าด้วยกัน ควบคุมพฤติกรรมของผึ้งงาน และรักษาความเป็นระเบียบของฝูง
อายุขัยของนางพญาอยู่ที่ประมาณ 3-5 ปี แต่ความสามารถในการวางไข่จะลดลงหลังจากปีที่ 2-3 เมื่อนางพญาเริ่มแก่ตัว ฝูงจะตรวจจับได้จากการลดลงของฟีโรโมน และจะเริ่มกระบวนการเปลี่ยนนางพญา (supersedure) โดยสร้างเซลล์นางพญา (queen cell) ขึ้นมาบนรวงผึ้ง ภายในเซลล์นี้ ตัวอ่อนจะได้รับอาหารพิเศษที่เรียกว่า royal jelly ซึ่งจะกระตุ้นให้พัฒนาเป็นนางพญาแทนที่จะเป็นผึ้งงาน
นางพญาตัวใหม่จะออกจากเซลล์ประมาณ 16 วันหลังจากไข่ถูกวาง หลังจากออกมาแล้ว เธอจะใช้เวลาสองสามวันในรังเพื่อแข็งแรงขึ้น จากนั้นจะออกบินผสมพันธุ์ (mating flight) ในช่วงอากาศดี เธออาจออกบินผสมพันธุ์หลายครั้ง และจะผสมพันธุ์กับผึ้งตัวผู้ (drone) จำนวน 10-20 ตัว อสุจิที่เก็บได้จากการผสมพันธุ์เหล่านี้จะถูกเก็บไว้ใน spermatheca และใช้ไปตลอดชีวิตของเธอ
คุณภาพของนางพญาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย: สภาพอากาศระหว่างบินผสมพันธุ์ จำนวนผึ้งตัวผู้ที่มีอยู่ พันธุกรรมของแม่ และคุณภาพของอาหาร (royal jelly) ที่ได้รับเมื่อเป็นตัวอ่อน นางพญาที่ผสมพันธุ์ได้ดีจะวางไข่สม่ำเสมอ สร้างลวดลายการวางไข่ที่แน่นและสม่ำเสมอบนรวงผึ้ง ส่วนนางพญาที่ผสมพันธุ์ไม่ดีจะวางไข่กระจัดกระจาย มีช่องว่างมาก ทำให้ฝูงอ่อนแอ
ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับนางพญา
- วางไข่ได้ 2,000-3,500 ฟองต่อวันในช่วงพีค
- อายุขัย 3-5 ปี แต่วางไข่ดีที่สุดใน 2 ปีแรก
- ผสมพันธุ์กับผึ้งตัวผู้ 10-20 ตัวในเที่ยวบินผสมพันธุ์
- ผลิตฟีโรโมนที่ยึดเหนี่ยวฝูงเข้าด้วยกัน
- เซลล์นางพญาใช้เวลา 16 วันจากไข่จนออกเป็นตัว
ในการเลี้ยงผึ้งธรรมชาติ ผู้เขียนแนะนำให้ปล่อยให้ผึ้งเปลี่ยนนางพญาเอง (supersedure) มากกว่าการที่ผู้เลี้ยงเข้าไปแทรกแซง เพราะผึ้งรู้ดีที่สุดว่าเมื่อใดนางพญาของตนเริ่มเสื่อมคุณภาพ อย่างไรก็ตาม มีบางสถานการณ์ที่ผู้เลี้ยงควรเข้าช่วย เช่น เมื่อฝูงสูญเสียนางพญาโดยไม่คาดคิด ในช่วงที่ไม่มีไข่หรือตัวอ่อนที่จะสร้างนางพญาใหม่ได้ ในกรณีนี้ ผู้เลี้ยงอาจต้องรวมฝูงเข้ากับฝูงอื่นที่มีนางพญา หรือให้กรอบที่มีไข่จากฝูงอื่น
ผู้เขียนเตือนว่าอย่าเปลี่ยนนางพญาบ่อยเกินไปเหมือนที่ผู้เลี้ยงเชิงพาณิชย์ทำ (ทุก 1-2 ปี) เพราะนางพญาที่ดีสามารถให้บริการฝูงได้นานถึง 4-5 ปี และการปล่อยให้ผึ้งจัดการเรื่องนี้เองจะทำให้ได้นางพญาที่เหมาะกับฝูงมากที่สุด