เภสัชวิทยา
สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants & Free Radicals)
Free radicals are atoms or molecules with unpaired electrons, making them highly reactive. Reactive oxygen species (ROS) including superoxide, hydroxyl radicals, and hydrogen peroxide cause oxidative damage to lipids, nucleic acids, and proteins. The body defends against oxidative stress through enzymic systems (SOD, catalase, glutathione peroxidase) and nonenzymic systems (vitamins C, E, A, coenzyme Q10, flavonoids). Plant polyphenols are among the most efficient radical scavengers known.
อนุมูลอิสระ (free radicals) คืออะตอมหรือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนไม่จับคู่ (unpaired electrons) ในวงโคจรชั้นนอก ทำให้มีความไวต่อปฏิกิริยาเคมีสูงมาก อนุมูลอิสระที่สำคัญทางชีวภาพเรียกว่า อนุมูลอิสระออกซิเจน (reactive oxygen species, ROS) ได้แก่ ซุปเปอร์ออกไซด์ (superoxide, O2−) อนุมูลไฮดรอกซิล (hydroxyl radical, OH·) ซึ่งมีความไวต่อปฏิกิริยาสูงที่สุด และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide, H2O2) ซึ่งแม้จะไม่ใช่อนุมูลอิสระโดยตรงแต่สามารถสร้างอนุมูลไฮดรอกซิลได้
อนุมูลอิสระทำลายโมเลกุลสำคัญในเซลล์ ได้แก่ ไขมัน (lipids) โดยเฉพาะไขมันไม่อิ่มตัวในเยื่อเซลล์ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน (lipid peroxidation) กรดนิวคลีอิก (nucleic acids) ทำให้ DNA เสียหายและอาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ (mutation) และโปรตีน (proteins) ทำให้โครงสร้างเปลี่ยนแปลงและสูญเสียการทำงาน
แหล่งสร้างอนุมูลอิสระในร่างกาย ได้แก่ การหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration) ในไมโทคอนเดรีย โลหะร่องรอย (trace metals) เช่น เหล็กและทองแดง รังสี (radiation) มลพิษในสิ่งแวดล้อม (pollution) กระบวนการอักเสบ (inflammation) และสารแปลกปลอม (xenobiotics) เช่น ยาและสารเคมี เมื่อการสร้างอนุมูลอิสระเกินกว่าระบบป้องกันจะรับมือได้ จะเกิดภาวะความเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหลายชนิด
ร่างกายมีระบบเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ (enzymic antioxidant systems) หลายชนิดเพื่อป้องกันความเสียหายจากอนุมูลอิสระ:
ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (Superoxide dismutase, SOD): เป็นเอนไซม์ที่เปลี่ยนซุปเปอร์ออกไซด์ให้เป็นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และออกซิเจน พบได้ทั้งในไซโทซอล (cytosol) ซึ่งต้องการทองแดงและสังกะสีเป็นโคแฟกเตอร์ และในไมโทคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งต้องการแมงกานีส
คะตะเลส (Catalase): พบในเปอร์ออกซิโซม (peroxisomes) ทำหน้าที่สลาย H2O2 ให้เป็นออกซิเจน (O2) และน้ำ (H2O) ป้องกันไม่ให้ H2O2 ถูกเปลี่ยนเป็นอนุมูลไฮดรอกซิลที่มีอันตรายมากกว่า
กลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส (Glutathione peroxidase): พบในไมโทคอนเดรียและไซโทซอล ต้องการซีลีเนียม (selenium) เป็นโคแฟกเตอร์ ทำหน้าที่กำจัดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และลิพิดเปอร์ออกไซด์ (lipid peroxides) โดยใช้กลูตาไธโอน (glutathione, GSH) เป็นสารให้อิเล็กตรอน
กลูตาไธโอน (Glutathione, GSH): เป็นไตรเพปไทด์ที่มีหมู่ซัลฟ์ไฮดริล (sulfhydryl group) ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) สารต้านพิษ (antitoxin) และโคแฟกเตอร์ของเอนไซม์ (enzyme cofactor) หลายชนิด GSH เป็นสารต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์ที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่ง
ระบบต้านอนุมูลอิสระที่ไม่ใช้เอนไซม์ (nonenzymic antioxidant systems) ประกอบด้วยวิตามินและสารจากพืชหลายชนิด:
วิตามินซี (Vitamin C / ascorbic acid): เป็นสารรีดิวซ์ (reducing agent) ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำหน้าที่จับโลหะ (metal chelator) ป้องกันการสร้างอนุมูลอิสระจากโลหะอิสระ และปกป้องวิตามินเอและวิตามินอีจากการถูกออกซิไดซ์ พบมากในผลไม้รสเปรี้ยวและผักสด
วิตามินเอ (Vitamin A): ร่างกายสร้างจากเบตาแคโรทีน (beta-carotene) ซึ่งเป็นสารตั้งต้น แคโรทีนอยด์ (carotenoids) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมีหลายชนิด เช่น ลูทีน (lutein) และไลโคพีน (lycopene) ซึ่งพบมากในมะเขือเทศและดอกดาวเรือง (Calendula)
วิตามินอี (Vitamin E / tocopherols): เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมัน (fat-soluble antioxidant) ทำหน้าที่ปกป้องไขมันในเยื่อเซลล์ (membrane lipids) จากลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน โดยเฉพาะแอลฟาโทโคฟีรอล (α-tocopherol) ที่มีฤทธิ์สูงสุด
โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10 / ubiquinone): เป็นส่วนประกอบของห่วงโซ่การหายใจ (respiratory chain) ในไมโทคอนเดรีย ทำหน้าที่ขนส่งอิเล็กตรอนและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องเยื่อเซลล์จากลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน
ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) เป็นสารดักจับอนุมูลอิสระ (radical scavengers) ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก กลไกต้านอนุมูลอิสระของฟลาโวนอยด์มีหลายแบบ ได้แก่ การจับโลหะ (metal chelators) ป้องกันปฏิกิริยาเฟนตัน (Fenton reaction) การดักจับอนุมูลอิสระออกซิเจน (ROS scavengers) โดยตรง การตัดปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain-breaking antioxidants) ของลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน และการดับซิงเกลตออกซิเจน (singlet oxygen quenchers)
ฟลาโวนอยด์ยังปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบเอนไซม์หลายชนิด ได้แก่ ฟอสโฟไลเปส A2 (phospholipase A2) ไซโคลออกซิจีเนส (cyclooxygenase) ไลโพออกซิจีเนส (lipoxygenase) ฟอสโฟไดเอสเทอเรส (phosphodiesterase) และไซโตโครม P450 ทำให้ฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและป้องกันโรคหลายชนิดนอกเหนือจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
คนทั่วไปได้รับฟลาโวนอยด์จากอาหารปริมาณสูงถึง 1 กรัมต่อวัน จากผัก ผลไม้ ชา และไวน์ ในธรรมชาติฟลาโวนอยด์มักอยู่ร่วมกับวิตามินซีในพืช และมีฤทธิ์ประหยัดวิตามินซี (vitamin C-sparing activities) คือช่วยลดการสูญเสียวิตามินซีจากการถูกออกซิไดซ์ ทำให้วิตามินซีคงอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น
สารคีเลตโลหะ (Metal chelators): โลหะอิสระ เช่น เหล็กและทองแดง สามารถกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระได้ ร่างกายจึงมีระบบเก็บและขนส่งโลหะอย่างปลอดภัย ได้แก่ เฟอร์ริทิน (ferritin) สำหรับเก็บเหล็ก ทรานสเฟอร์ริน (transferrin) และแลคโทเฟอร์ริน (lactoferrin) สำหรับขนส่งเหล็ก และเซรูโลพลาสมิน (ceruloplasmin) สำหรับขนส่งทองแดง การจับโลหะเหล่านี้ให้อยู่ในรูปที่ปลอดภัยช่วยป้องกันการสร้างอนุมูลอิสระ
สารต้านอนุมูลอิสระจากภายนอก (Exogenous antioxidants): อนุมูลอิสระในอาหารทำลายวิตามิน ทำให้สีของอาหารเปลี่ยนแปลง และทำให้ไขมันเหม็นหืน สารต้านอนุมูลอิสระสังเคราะห์ที่ใช้กันมากในอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ BHA (butylated hydroxyanisole) และ BHT (butylated hydroxytoluene) ในขณะที่สารจากพืชหลายชนิดมีฤทธิ์ดักจับอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม เช่น เกาลัดม้า (horse chestnut, Aesculus hippocastanum) และวิทช์เฮเซิล (witch hazel, Hamamelis virginiana) ซึ่งมีฤทธิ์ดักจับอนุมูลอิสระสูงมาก
ระบบหัวใจหลอดเลือด (Cardiovascular System)
Over 700 secondary plant metabolites have cardiovascular activity. Cardiac glycosides (digoxin from Digitalis) are the most well-known, improving heart contractility without increasing oxygen demand. Other important agents include forskolin (positive inotropic, antihypertensive), hawthorn flavonoids (phosphodiesterase inhibition), garlic organosulfur compounds (antiplatelet, lipid-lowering), and calcium channel blockers from various plants. Key cardiovascular actions include inotropic (contractile force), chronotropic (heart rate), dromotropic (conduction), and antiarrhythmic effects.
สารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิ (secondary plant metabolites) มากกว่า 700 ชนิดมีฤทธิ์ต่อระบบหัวใจหลอดเลือด (cardiovascular system) สารที่สำคัญที่สุด ได้แก่ ไกลโคไซด์หัวใจ (cardiac glycosides) เช่น ดิจอกซิน (digoxin) จาก Digitalis และวาเบน (ouabain) จาก Strophanthus สารกันเลือดแข็งไดคูมารอล (dicoumarol anticoagulants) สารหดหลอดเลือดเออร์โกตามีน (ergotamine vasoconstrictor) และสารต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะควินิดีน (quinidine antiarrhythmic)
| ฤทธิ์ต่อหัวใจหลอดเลือด | คำอธิบาย |
|---|---|
| Positive inotropic | เพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ |
| Negative inotropic | ลดแรงบีบตัวของหัวใจ |
| Chronotropic | มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ |
| Dromotropic | มีผลต่อการนำไฟฟ้าของหัวใจ |
| Antiarrhythmic | ต้านภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ |
| Coronary dilating | ขยายหลอดเลือดหัวใจ |
ไกลโคไซด์หัวใจ (cardiac glycosides) เป็นสารจากพืชที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจโดยไม่เพิ่มความต้องการออกซิเจน อย่างไรก็ตาม สารเหล่านี้มีอันตรายจากการสะสมในร่างกาย (accumulation) เพราะมีดัชนีการรักษาแคบ (narrow therapeutic index)
ไกลโคไซด์หัวใจพบเฉพาะในพืชดอก (angiosperms) กลุ่มคาร์ดีโนไลด์ (cardenolides) พบมากในวงศ์ Apocynaceae และ Asclepiadaceae ส่วนกลุ่มบิวฟาโนไลด์ (bufanolides) พบในวงศ์ Liliaceae ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาขึ้นอยู่กับทั้งส่วนอะไกลโคน (aglycones) และน้ำตาล (sugars) ที่เชื่อมต่อกัน
กลไกการออกฤทธิ์ของ Digitalis: ดิจอกซินแข่งขันกับไอออนโพแทสเซียม (K+) ในการจับกับตัวรับ Na+/K+-ATPase บนเยื่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้ระดับแคลเซียมภายในเซลล์เพิ่มขึ้น เพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ (positive inotropic effect) ในทางคลินิกใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) โดยเพิ่มปริมาณเลือดที่สูบฉีดต่อครั้ง ลดอาการบวม และปรับอัตราการเต้นของหัวใจ
ฟอร์สโคลิน (Forskolin): เป็นสารกลุ่มแลบเดนไดเทอร์พีนอยด์ (labdane diterpenoid) จาก Coleus forskohlii มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต (antihypertensive) เพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ (positive inotropic) และต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด (antiplatelet) ฟอร์สโคลินออกฤทธิ์โดยกระตุ้นเอนไซม์อะดีนิเลตไซเคลส (adenylate cyclase) ทำให้ระดับ cAMP ภายในเซลล์เพิ่มขึ้น
ฟีนิลอัลคิลเอมีนและเอฟิดรีน (Phenylalkylamines / ephedrine): เอฟิดรีนจากมาหวง (Ephedra) เป็นต้นแบบของยาซิมพาโธมิเมติก (sympathomimetic) ที่กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ขยายหลอดลม และเพิ่มความดันโลหิต
ไทรามีน (Tyramine): พบในสมุนไพรหลายชนิด เช่น ฮอว์ธอร์น (Crataegus) ดอกกระบองเพชรบานกลางคืน (night-blooming cereus) และ Viburnum มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจโดยปลดปล่อยนอร์เอพิเนฟริน
ฟลาโวนอยด์และ Crataegus: ฟลาโวนอยด์ในฮอว์ธอร์น (Crataegus) ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเทอเรส (phosphodiesterase inhibition) ทำให้ระดับ cAMP เพิ่มขึ้น เพิ่มการซึมผ่านของแคลเซียม (calcium permeability) ในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้นและหลอดเลือดหัวใจขยายตัว
ภาวะไขมันในเลือดสูง (hyperlipidemia) เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease, CHD) ไลโพโปรตีนที่สำคัญ ได้แก่ LDL (low-density lipoprotein) ซึ่งนำคอเลสเตอรอลไปยังเนื้อเยื่อและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และ HDL (high-density lipoprotein) ซึ่งนำคอเลสเตอรอลกลับไปที่ตับเพื่อกำจัดออก ภาวะไขมันในเลือดสูงแบ่งเป็นชนิดจากภายนอก (exogenous) จากอาหาร และชนิดจากภายใน (endogenous) จากการสังเคราะห์ของร่างกาย
สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดไขมัน (hypolipidemic agents) ได้แก่ กระเทียม (Allium sativum) ลูกซัด (Trigonella foenum-graecum) เคลลิน (khellin) และกักกุลสเตอโรน (guggulsterone) กรดไขมันโอเมกา-3 (omega-3 fatty acids) จากน้ำมันปลาลดระดับไตรกลีเซอไรด์ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (complex carbohydrates) เช่น รำข้าวโอ๊ต (oat bran) และกัวร์กัม (guar gum) จับกรดน้ำดีในลำไส้ทำให้ร่างกายต้องใช้คอเลสเตอรอลสร้างกรดน้ำดีใหม่ ฟลาโวนอยด์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระยับยั้งลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน (lipid peroxidation) ของ LDL ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเกิดคราบไขมันในหลอดเลือด (atherosclerosis)
ความดันโลหิตสูง (hypertension) แบ่งเป็น ความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ (primary/essential hypertension) ซึ่งไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดและพบมากที่สุด กับความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ (secondary hypertension) ซึ่งเกิดจากโรคอื่น เช่น โรคไต อาการของความดันโลหิตสูง ได้แก่ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ใจสั่น และอาจไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อน
ตัวบล็อกช่องแคลเซียม (Calcium channel blockers): ยับยั้งการไหลเข้าของไอออนแคลเซียมผ่านช่องแคลเซียมชนิดแรงดัน (voltage-dependent calcium channels) ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดคลายตัว ลดความดันโลหิต แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ไดไฮโดรไพริดีน (dihydropyridines) เบนโซไดอะซีพีน (benzothiazepines) และฟีนิลอัลคิลเอมีน (phenylalkylamines) พืชหลายชนิดเป็นแหล่งของสารบล็อกช่องแคลเซียมตามธรรมชาติ
สารยับยั้ง ACE (ACE inhibitors): ระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน (renin-angiotensin system) ควบคุมความดันโลหิตโดยเอนไซม์ ACE (angiotensin-converting enzyme) เปลี่ยนแองจิโอเทนซิน I เป็นแองจิโอเทนซิน II ซึ่งเป็นสารหดหลอดเลือดที่แรงที่สุดในร่างกาย สารยับยั้ง ACE จากพืชช่วยลดความดันโลหิตโดยลดการสร้างแองจิโอเทนซิน II
การยับยั้ง cAMP phosphodiesterase: เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดความดันโลหิต สารที่ยับยั้งฟอสโฟไดเอสเทอเรสทำให้ระดับ cAMP สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดคลายตัว
เกล็ดเลือด (platelets) มีบทบาท 3 ประการในการห้ามเลือด ได้แก่ การยึดเกาะ (adhesion) กับผนังหลอดเลือดที่เสียหาย การเกาะตัว (aggregation) เป็นกลุ่มก้อน และการหลั่งสาร (secretion) ที่กระตุ้นการแข็งตัวของเลือด แฟกเตอร์กระตุ้นเกล็ดเลือด (platelet-activating factor, PAF) เป็นสารไขมันที่มีฤทธิ์ต่อระบบหัวใจหลอดเลือดอย่างรุนแรง
สารจากพืชที่ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด (natural antiplatelet compounds) มีหลายกลุ่ม ได้แก่ สารออร์กาโนซัลเฟอร์ (organosulfur) จากกระเทียม เช่น อะโจอีน (ajoene) และอัลลิซิน (allicin) ฟลาโวนอยด์ เช่น เอพิเจนิน (apigenin) และเควอร์เซทิน (quercetin) คูมาริน (coumarins) เซสควิเทอร์พีนแลกโทน (sesquiterpene lactones) เช่น พาร์เธโนไลด์ (parthenolides) จากไข้หญ้า (Tanacetum parthenium / feverfew) และฟอร์สโคลิน (forskolin)
กิงโกไลด์ (ginkgolides) จากแปะก๊วย (Ginkgo biloba) เป็นสารต้าน PAF (PAF antagonists) ที่มีประสิทธิภาพสูง PAF ไม่ได้ออกฤทธิ์เฉพาะระบบหัวใจหลอดเลือดเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในระบบทางเดินหายใจ เกี่ยวข้องกับโรคหืด (asthma) ไข้ละอองฟาง (hay fever) และอาการแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ทำให้สารต้าน PAF จากพืชมีประโยชน์ทางคลินิกกว้างขวาง
สมุนไพรกับตับ (Herbs & the Liver)
The liver is a remarkable organ with extensive regeneration capacity, yet conventional medicine offers few remedies for hepatitis and cirrhosis. Hepatoprotective herbs work by altering cell membrane permeability and accelerating protein synthesis for repair. Silybum marianum (milk thistle) contains silymarin, a flavolignan complex that protects against carbon tetrachloride, alcohol, and Amanita phalloides toxins. Clinical studies confirm silymarin's efficacy in toxic liver damage, chronic hepatopathies, and diabetic cirrhosis. Over 1,123 plant species have been used to treat diabetes, with 200+ compounds showing hypoglycemic activity.
การแพทย์แผนปัจจุบัน (conventional medicine) มีทางเลือกในการรักษาตับอักเสบ (hepatitis) และตับแข็ง (cirrhosis) จำกัดมาก ในขณะที่สมุนไพรมีสารปกป้องตับ (hepatoprotective agents) ที่มีประสิทธิภาพหลายชนิด สาเหตุของโรคตับ ได้แก่ ไวรัส (viral hepatitis) แอลกอฮอล์ (ethanol) สารเปอร์ออกไซด์ (peroxides) สารพิษจากเชื้อรา (aflatoxins) ยาแผนปัจจุบัน (pharmaceuticals) และมลพิษในสิ่งแวดล้อม (pollutants)
ตับมีความสามารถในการงอกใหม่ (regeneration) ที่โดดเด่น แม้จะสูญเสียเนื้อตับไปถึง 70% ก็สามารถฟื้นตัวได้ กลไกการปกป้องตับของสมุนไพรมี 2 แบบหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงเยื่อเซลล์ (altering cell membranes) ป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าสู่เซลล์ตับ และการเร่งการสังเคราะห์โปรตีน (accelerating protein synthesis) เพื่อซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย
ตัวอย่างพืชที่มีฤทธิ์ปกป้องตับ ได้แก่ ผักบุ้งร้วม (Bidens pilosa) หวงฉิน (Scutellaria rivularis) ซาโปนินจากกวาเร่า (Pueraria lobata) และสารประกอบจากกระเทียม (Allium) ซึ่งเหนี่ยวนำเอนไซม์เฟส I และเฟส II (Phase I/II enzymes) ในตับ ช่วยเพิ่มความสามารถในการกำจัดสารพิษ
ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีหน้าที่หลากหลาย ได้แก่:
เมแทบอลิซึมของโปรตีน (Protein metabolism): สังเคราะห์โปรตีนในเลือด (blood proteins) เช่น อัลบูมิน โกลบูลิน และปัจจัยการแข็งตัวของเลือด
เมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate metabolism): เก็บสะสมไกลโคเจน (glycogen storage) ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (glucose metabolism) และสร้างน้ำตาลจากสารที่ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรต (gluconeogenesis)
เมแทบอลิซึมของไขมัน (Lipid metabolism): สังเคราะห์คอเลสเตอรอล (cholesterol) กรดน้ำดี (bile acids) เปลี่ยนกรดไขมัน (fatty acid conversion) และสร้างน้ำดี (bile formation) บิลิรูบิน (bilirubin) จากการสลายเม็ดเลือดแดงถูกขนส่งมาที่ตับเพื่อขับออกทางน้ำดี
การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ (Biotransformation): ตับเป็นอวัยวะหลักในการกำจัดสารพิษ (detoxification) โดยเปลี่ยนสารพิษให้เป็นรูปที่ละลายน้ำได้เพื่อขับออกทางปัสสาวะหรือน้ำดี เซลล์คุปเฟอร์ (Kupffer cells) ในตับเป็นแมโครฟาจที่ทำหน้าที่ภูมิคุ้มกัน กำจัดเชื้อโรคและสารแปลกปลอมจากเลือด
มิลค์ทิสเซิล (Silybum marianum) ถูกใช้ในยุโรปมาอย่างยาวนานในการรักษาโรคตับ สารออกฤทธิ์หลักคือซิลิมาริน (silymarin) ซึ่งเป็นสารเชิงซ้อนฟลาโวลิกแนน (flavolignan complex) ที่พบในเมล็ดร้อยละ 1.5-3 ประกอบด้วย ซิลิบิน (silybin) ซิลิคริสทิน (silychristin) ซิลิไดอะนิน (silydianin) และไอโซซิลิบิน (isosilybin)
การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นฤทธิ์ปกป้องตับที่โดดเด่น ได้แก่ ป้องกันความเสียหายจากคาร์บอนเตตระคลอไรด์ (carbon tetrachloride) ป้องกันตับอักเสบจาก D-กาแลกโทซามีน (D-galactosamine hepatitis) ป้องกันความเสียหายจากแอลกอฮอล์ (alcohol damage) และป้องกันพิษจากเห็ดพิษ Amanita phalloides ซึ่งมีสารพิษฟัลลอยดิน (phalloidin) และอัลฟาอะมานิทิน (α-amanitin)
กลไกการออกฤทธิ์ ได้แก่ การเพิ่มการสังเคราะห์ RNA (enhanced RNA synthesis) ในเซลล์ตับ กระตุ้นการงอกใหม่ของเนื้อตับ เพิ่มระดับเอนไซม์ SOD (superoxide dismutase) และกลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส (glutathione peroxidase) ในตับ ทำให้ระบบต้านอนุมูลอิสระในตับแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ปกป้องผิวหนังจากรังสี UVB อีกด้วย
การศึกษาในผู้ป่วย 129 รายที่มีความเสียหายของตับจากสารพิษและเมแทบอลิก (toxic metabolic liver damage) พบว่ากลุ่มที่ได้รับซิลิมาริน (silymarin) มีอาการดีขึ้นร้อยละ 50 เทียบกับร้อยละ 25 ในกลุ่มควบคุม ค่าเอนไซม์ตับ (liver enzymes) ทั้ง AST (aspartate aminotransferase) และ ALT (alanine aminotransferase) กลับสู่ระดับปกติในกลุ่มที่ได้รับซิลิมาริน
การรักษาระยะยาวในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง (chronic hepatopathies) แสดงให้เห็นการปรับปรุงการทำงานของตับอย่างมีนัยสำคัญ ในผู้ป่วยตับแข็งจากเบาหวาน (diabetic cirrhosis) พบว่าซิลิมารินลดลิพิดเปอร์ออกซิเดชัน (lipid peroxidation) และลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance)
ซิลิบินิน (silibinin) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของซิลิมาริน ยังมีฤทธิ์ปกป้องไต (nephroprotectant) จากความเป็นพิษของยาซิสพลาทิน (cisplatin toxicity) ซึ่งเป็นยาเคมีบำบัดที่มีพิษต่อไตสูง แสดงให้เห็นศักยภาพของสารจากพืชในการปกป้องอวัยวะจากผลข้างเคียงของยาแผนปัจจุบัน
มีพืชมากกว่า 1,123 สปีชีส์ที่ถูกใช้ในการรักษาเบาหวาน (diabetes) โดยมีสารประกอบมากกว่า 200 ชนิดที่แสดงฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (hypoglycemic activity) สารเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มทางเคมีที่หลากหลาย:
| กลุ่มสารเคมี | จำนวนสาร |
|---|---|
| Alkaloids (อัลคาลอยด์) | 38 |
| Carbohydrates (คาร์โบไฮเดรต) | 7 |
| Coumarins (คูมาริน) | 20 |
| Cyanogenic glycosides (ไซยาโนเจนิก ไกลโคไซด์) | 3 |
| Flavonoids (ฟลาโวนอยด์) | 4 |
| Glycopeptides (ไกลโคเพปไทด์) | 6 |
| Phenolics (สารฟีนอลิก) | 1 |
| Steroids (สเตียรอยด์) | 17 |
| Terpenoids (เทอร์พีนอยด์) | หลายชนิด |
พืชที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดที่สำคัญ ได้แก่ มะระ (Momordica charantia, bitter gourd) ซึ่งร้อยละ 86 ของผู้ป่วยในการศึกษาแสดงระดับน้ำตาลลดลง หัวหอม (Allium cepa) และกระเทียม (Allium sativum) ซึ่งมีสาร allyl propyl disulfide และ allicin เห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) ซึ่งมีไกลแคน (glycans) โสม (Panax ginseng) ซึ่งมีพานาซาน A-E (panaxans A-E) ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ต่างกัน แพร์วิงเคิล (Catharanthus roseus) ลูกซัด (Trigonella foenum-graecum, fenugreek) และฟอร์สโคลิน (forskolin) จาก Coleus forskohlii
คำศัพท์เภสัชวิทยา (Pharmacology Glossary)
Key pharmacology terms from Chapter 9 — covering drug action mechanisms, pharmacokinetics, antioxidant defense, cardiovascular pharmacology, and hepatoprotection. Click any term to hear its pronunciation.
| English | ไทย | คำจำกัดความ |
|---|---|---|
| Pharmacology | เภสัชวิทยา | ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับยาและผลของยาต่อร่างกาย |
| Pharmacodynamics | เภสัชพลศาสตร์ | การศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของยาต่อร่างกาย |
| Pharmacokinetics | เภสัชจลนศาสตร์ | การศึกษาการดูดซึม การกระจาย เมแทบอลิซึม และการขับยาออก |
| Receptor | ตัวรับ | โปรตีนที่จับกับยาเพื่อกระตุ้นการตอบสนองของเซลล์ |
| Agonist | สารกระตุ้น | สารที่กระตุ้นตัวรับให้เกิดการตอบสนอง |
| Antagonist | สารยับยั้ง | สารที่บล็อกตัวรับไม่ให้ตอบสนอง |
| Bioavailability | ชีวปริมาณออกฤทธิ์ | สัดส่วนของยาที่เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือด |
| Biotransformation | การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ | การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของยาในร่างกาย |
| Cytochrome P450 | ไซโตโครม พี450 | กลุ่มเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เมแทบอลิซึมยา |
| Free radical | อนุมูลอิสระ | อะตอมหรือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนไม่จับคู่ |
| Antioxidant | สารต้านอนุมูลอิสระ | สารที่ป้องกันความเสียหายจากออกซิเดชัน |
| Cardiac glycoside | ไกลโคไซด์หัวใจ | สารจากพืชที่เพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ |
| Hepatoprotective | ปกป้องตับ | สารที่ป้องกันตับจากความเสียหาย |
| Silymarin | ซิลิมาริน | สารเชิงซ้อนฟลาโวลิกแนนจากมิลค์ทิสเซิล |
| Hypoglycemic | ลดน้ำตาลในเลือด | สารที่ลดระดับน้ำตาลในเลือด |
| Phytoestrogen | ไฟโตเอสโตรเจน | สารจากพืชที่มีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน |
| ACE inhibitor | สารยับยั้ง ACE | สารที่บล็อกเอนไซม์แปลงแองจิโอเทนซิน |
| Ion channel | ช่องไอออน | โปรตีนบนเยื่อเซลล์ที่ควบคุมการไหลของไอออน |
| Prostaglandin | พรอสตาแกลนดิน | สารไขมันที่เป็นสื่อกลางการอักเสบ |
| Platelet-activating factor | แฟกเตอร์กระตุ้นเกล็ดเลือด | สารไขมันที่กระตุ้นการทำงานของเกล็ดเลือดอย่างรุนแรง |
| Oxidative stress | ความเครียดออกซิเดชัน | ภาวะที่อนุมูลอิสระมากเกินระบบป้องกัน |
| Glutathione | กลูตาไธโอน | ไตรเพปไทด์ต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์ |
| Hyperlipidemia | ภาวะไขมันในเลือดสูง | ระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ |
| Atherosclerosis | หลอดเลือดแข็ง | การสะสมของคราบไขมันในผนังหลอดเลือด |
เนื้อหาในบทนี้อ้างอิงจากตำราต้นฉบับ Medical Herbalism: The Science and Practice of Herbal Medicine โดย David Hoffmann, FNIMH, AHG ตีพิมพ์โดย Healing Arts Press เนื้อหาครอบคลุมหลักการทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรบำบัด ตั้งแต่เภสัชพลศาสตร์ เภสัชจลนศาสตร์ ระบบเอนไซม์ ตัวรับ สารต้านอนุมูลอิสระ ระบบหัวใจหลอดเลือด ไปจนถึงการปกป้องตับ